ยุคที่ 1: จุดเริ่มต้นที่แตกต่าง (ยุคหลังสงครามและนโยบายเปิดประเทศ)
ย้อนไปในอดีต ช่วงที่ไทยกำลังเร่งเครื่องพัฒนาประเทศผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เราได้รับอานิสงส์จากการเป็นฐานการผลิตของญี่ปุ่น (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์) ขณะที่เวียดนามในช่วงนั้นเพิ่งเริ่มกระบวนการ “โด่ยเหมย” (Doi Moi) หรือการปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 1986 ประเทศเวียดนามในขณะนั้นยังต้องฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานจากร่องรอยของสงคราม ทำให้ “ต้นทุน” ในการเริ่มต้นของเวียดนามสูงกว่าไทยมากในแง่ของความพร้อมทางระบบสาธารณูปโภคและกฎหมายธุรกิจ
ยุคที่ 2: ช่วงเร่งสปีดและการวางรากฐานอุตสาหกรรม
เมื่อเวลาผ่านไป ไทยเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็น “Detroit of Asia” หรือฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของโลก เราสร้างระบบนิเวศ (Supply Chain) ที่ครบวงจรและซับซ้อน ทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เข้มข้น ในขณะที่เวียดนามใช้ยุทธศาสตร์การดึงดูด FDI (การลงทุนจากต่างประเทศ) โดยเน้นความได้เปรียบด้าน “ค่าแรงราคาถูก” และ “จำนวนประชากรวัยแรงงาน”
ในช่วงนี้เองที่เวียดนามเริ่มมีอัตราการเติบโตของ GDP (Growth Rate) ที่สูงกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด แต่เป็นการเติบโตในเชิงปริมาณ (เน้นการประกอบและรับจ้างผลิต) มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีของตนเองเหมือนที่ไทยทำในช่วงก่อนหน้า
ยุคที่ 3: ความท้าทายของโครงสร้างประชากรและศักยภาพแรงงาน
เมื่อเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ข้อจำกัดของทั้งสองประเทศเริ่มชัดเจน:
* ไทย: เริ่มเผชิญกับภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) ทำให้กำลังแรงงานลดลงและค่าแรงสูงขึ้น ส่งผลให้การเติบโตของ GDP เริ่มชะลอตัวลงตามกลไกของประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง
* เวียดนาม: แม้จะมีประชากรในวัยทำงานจำนวนมหาศาล แต่ปัญหาคือ “ทักษะแรงงาน” ที่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น ทำให้ผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) โดยเฉลี่ยยังคงตามหลังไทยอยู่หลายเท่าตัว การเปลี่ยนผ่านจากแรงงานราคาถูกสู่แรงงานทักษะสูงยังต้องใช้เวลาอีกระยะ
ปัจจุบัน: สถานการณ์ปัจจุบันและบทสรุป
ในปัจจุบัน แม้เวียดนามจะมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน และเป็นดาวรุ่งที่ดึงดูดเงินลงทุนทั่วโลก แต่ GDP รวมของไทยยังคงนำหน้าอยู่ เนื่องจาก:
1. มูลค่าต่อหน่วยที่ต่างกัน: แม้เวียดนามจะผลิตสินค้าได้จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นกลางที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงมือประเทศจริงยังไม่สูงนัก
2. ความแข็งแกร่งของภาคบริการ: รายได้จากการท่องเที่ยวและภาคบริการของไทย ยังคงเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ซึ่งช่วยพยุง GDP ให้สูงกว่าการพึ่งพาภาคการผลิตเพียงอย่างเดียว
3. การสะสมความมั่งคั่ง: GDP คือมูลค่าที่สะสมมา ไทยมีความพร้อมของระบบการเงิน ตลาดทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่สุกงอมกว่า ทำให้ฐานเศรษฐกิจมีความหนาแน่นมากกว่า
บทสรุป: การที่เวียดนามมีประชากรมากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะแซงไทยได้ทันที เพราะเกมเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ “จำนวนคน” แต่ตัดสินกันที่ “ผลิตภาพ (Productivity)” และ “นวัตกรรม” เวียดนามยังมีโอกาสแซงได้ในอนาคตหากสามารถยกระดับทักษะแรงงานและสร้างห่วงโซ่อุปทานของตัวเองได้สำเร็จ แต่สำหรับไทย โจทย์ใหญ่คือการรักษามาตรฐานและเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีเพื่อหนีจากกับดักรายได้ปานกลางให้ทันท่วงที